กลุ่มการสนทนา :
กระดานสนทนา อบต.ห้วยแม่เพรียง
กระทู้ :
ตัวชี้วัดที่ทำให้กู้ SME “อนุมัติง่าย” จริงในปี 2569
คำว่า “กู้sme อนุมัติง่าย” ในปี 2569 ไม่ได้แปลว่าเอกสารน้อยที่สุดหรือขอก้อนใหญ่ที่สุด แต่คือการทำให้ผู้พิจารณาเห็น “ความเหมาะสมของวงเงิน” และ “วินัยกระแสเงินสด” แบบตรวจสอบได้ง่ายและเชื่อถือได้จริง ยิ่งในช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจและคุณภาพหนี้ของภาคธุรกิจถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ผู้ให้กู้ยิ่งต้องใช้ “เกณฑ์เชิงตัวเลข” เพื่อคัดกรองความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น สินเชื่อsme, สินเชื่อเงินกู้ ทั่วไป หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ต้องการความเร็วในการพิจารณา
ขณะเดียวกัน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ SME ยังเดินหน้าออกมาตรการและโครงการสนับสนุนต่อเนื่องในปี 2569 โดยมีการพูดถึงการอัดฉีดเครื่องมือทางการเงินและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยผู้ประกอบการประคองสภาพคล่อง อย่างไรก็ตาม “มาตรการช่วย” ไม่ได้ลบหลักการพื้นฐานของการปล่อยสินเชื่อ นั่นคือผู้ให้กู้ต้องมั่นใจว่าเงินกู้จะถูกใช้ตรงวัตถุประสงค์ และธุรกิจมีความสามารถชำระหนี้ที่ชัดเจน
ดังนั้น หากต้องการให้คำว่า “อนุมัติง่าย” เกิดขึ้นจริง คำตอบมักอยู่ที่การทำตัวชี้วัดให้เข้าเกณฑ์ โดยเฉพาะ 3 ตัวเลขที่บทความหลักระบุว่าเป็นสิ่งที่ธนาคาร/ผู้พิจารณาดูจริง ได้แก่ DSCR, DSO และ Utilization ของวงเงินหมุนเวียน (OD)
1) DSCR: ภาพรวมความสามารถชำระหนี้ที่ธนาคารอยากเห็น
DSCR (Debt Service Coverage Ratio) เป็นตัวชี้วัด “ความสามารถชำระหนี้” โดยคำนวณจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หารด้วยภาระชำระหนี้รวม (ดอกเบี้ย+เงินต้นต่อปี) ซึ่งบทความหลักย้ำว่าเป้าหมายทั่วไปมักอยู่ราว ≥ 1.2–1.3
เหตุผลที่ DSCR สำคัญมาก เพราะมันตอบคำถามเดียวกันกับที่ผู้ให้กู้กังวลที่สุด: ธุรกิจมีเงินพอจ่ายหนี้ “แบบสม่ำเสมอ” หรือไม่ หาก DSCR ต่ำกว่า 1 หมายถึงกระแสเงินสดจากการทำธุรกิจยังไม่พอชำระหนี้ตามแผน ต่อให้ยอดขายสูง ธนาคารก็อาจมองว่าเสี่ยง เพราะยอดขายไม่เท่ากับเงินสดที่เหลือจริง
มุมวิเคราะห์ที่ผู้ประกอบการมักพลาด คือพยายาม “ทำยอดขาย” ให้ดูดี แต่ปล่อยให้ต้นทุนคงที่ (fixed cost) โตตามไม่หยุด หรือรับภาระผ่อนหลายก้อนพร้อมกันจน DSCR แคบลง วิธีปรับแบบมีเหตุผลตามแนวทางในบทความหลัก ได้แก่ ยืดงวดชำระให้สอดคล้องฤดูกาล ลดต้นทุนคงที่ และใช้เงินทุนระยะสั้นเท่าที่จำเป็นแล้วโปะคืนเร็ว สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้ DSCR “ไม่ถูกบีบ” และทำให้ภาพสินเชื่อดูสมดุลกว่าเดิม
สำหรับคนที่พิจารณา สินเชื่อแบบมีหลักประกัน หลายรายเข้าใจว่า “มีหลักทรัพย์แล้วจบ” แต่ในทางปฏิบัติ DSCR ยังสำคัญอยู่เสมอ เพราะหลักประกันช่วยลดความเสี่ยงปลายทาง แต่การอนุมัติขึ้นกับความมั่นใจว่า “ธุรกิจจ่ายไหว” ตั้งแต่ต้น หาก DSCR ต่ำมาก วงเงินอาจถูกลด หรือถูกขอเอกสารเพิ่มจนกระบวนการช้าลง
2) DSO: เก็บเงินช้าเท่าไร โอกาสผ่านยิ่งลด (แม้ขายดี)
DSO (Days Sales Outstanding) คือ “อายุเฉลี่ยการเก็บหนี้” หลักการตรงไปตรงมา: DSO ยิ่งต่ำ เงินเข้ายิ่งไว ธนาคารยิ่งมั่นใจ
ธุรกิจจำนวนมากโดยเฉพาะ B2B มัก “ยอดขายดี” แต่เงินสดตึง เพราะต้องให้เครดิตเทอมลูกค้า หาก DSO ยาวเกินไป ธนาคารจะเห็นความเสี่ยงด้านสภาพคล่องทันที เช่น ต้องดึงวงเงินหมุนเวียนค้างนาน ต้องหมุนจ่ายเจ้าหนี้ด้วยเงินที่ยังไม่เข้า และเกิดความเสี่ยงผิดนัดในช่วงที่ลูกค้าจ่ายช้า
แนวทางที่บทความหลักเสนอเพื่อปรับ DSO ให้ดีขึ้นมีความเป็นระบบมาก เช่น ทำ SOP ให้ “วันส่งของ = วันวางบิล” เก็บหลักฐานรับมอบให้ครบ เสนอส่วนลดสำหรับการจ่ายเร็ว (early-payment) และคัดใบแจ้งหนี้ที่ “สะอาด” เข้าเครื่องมือเร่งเงินตามเอกสาร (เช่น factoring) เพื่อเปลี่ยน Invoice เป็นเงินสด
มุมวิเคราะห์: สิ่งที่ทำให้การขอ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก สะดุดบ่อย ไม่ใช่ยอดขายน้อย แต่เป็น “โครงสร้างเงินเข้า” ที่ไม่ชัด และการเก็บเงินที่ไม่มีวินัยพอ เมื่อ DSO ยาว ธนาคารต้องเผื่อความเสี่ยงเพิ่ม ผลลัพธ์คือวงเงินลด เงื่อนไขเข้ม หรือขอข้อมูลเพิ่มหลายรอบ ซึ่งแปลว่าช้าลงทั้งหมด
3) Utilization ของวงเงินหมุนเวียน (OD): ใช้เต็มวงตลอด = สัญญาณตึง
อีกตัวที่ทำให้เคส “ไม่ลื่น” คือ Utilization ของวงเงิน OD หรือสัดส่วนการใช้วงเงินหมุนเวียน บทความหลักอธิบายชัดว่า ใช้ OD เต็มเพดานต่อเนื่อง = สัญญาณตึง และแนะนำให้ยอดใช้จริงเฉลี่ยไม่เกินราว ≤ 70% ของเพดาน พร้อมตั้งกฎ “วันเงินเข้า = วันโปะ” และพยายามปิดยอดอย่างน้อยไตรมาสละครั้ง
เหตุผลคือ OD ถูกออกแบบให้ “หมุนเข้า–ออก” เพื่อพยุงเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น หากใช้ค้างยาวเหมือนเงินก้อนลงทุน ผู้ให้กู้จะมองว่าธุรกิจใช้เครื่องมือผิดประเภท และกำลังมีภาระเงินสดตึงกว่าที่ตัวเลขยอดขายสะท้อน
มุมวิเคราะห์: นี่คือจุดตัดสินใจที่หลายธุรกิจควรกล้าปรับโครงสร้าง เช่น ของใช้นานควรใช้เงินยาว (term/เช่าซื้อ) ส่วน OD ต้องกลับมาเป็นเงินหมุนจริง เมื่อวงเงินหมุนเวียนกลับมาปิดยอดเป็นรอบ ภาพการบริหารกระแสเงินสดจะ “สมเหตุสมผล” และช่วยให้คำว่า สินเชื่อsme อนุมัติง่าย มีน้ำหนักขึ้นทันที
4) One-pager และ “ความโปร่งใสของข้อมูล”: ทำให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจเร็วขึ้นอย่างมีเหตุผล
นอกจาก 3 ตัวเลขหลัก บทความหลักยังแนะนำ “ทิปแนบคำขอ” ที่ใช้งานได้จริงมาก คือทำเอกสารหน้าเดียว (One-pager) สรุปยอดขาย 12 เดือน มาร์จิน DSCR ปัจจุบัน DSO เฉลี่ย และแผนใช้–คืน OD ให้ชัด
การทำ One-pager ไม่ใช่เรื่องสวยงาม แต่คือการลด “ต้นทุนเวลาของผู้พิจารณา” เพราะงานสินเชื่อคือการอ่านข้อมูลจำนวนมากแล้วสรุปความเสี่ยงในเวลาจำกัด หากผู้ประกอบการทำข้อมูลให้ตรวจสอบได้ง่าย โอกาสเกิดคำถามซ้ำ ลดรอบเอกสาร และลดความล่าช้าได้จริง
ประเด็นนี้สอดคล้องกับทิศทางของธนาคารกลางที่ส่งเสริมแนวคิด Responsible Lending ซึ่งเน้นความโปร่งใสและกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่มีความรับผิดชอบ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน แม้แนวคิดดังกล่าวเป็นกรอบระดับสถาบันการเงิน แต่ในมุมผู้กู้ นี่คือ “สัญญาณ” ว่าการเตรียมข้อมูลให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ จะยิ่งสำคัญในยุคที่การตัดสินใจต้องมีหลักฐานรองรับมากขึ้น
5) สรุปเกณฑ์ที่ทำให้ “อนุมัติง่าย” แบบไม่ต้องเดา
หากสรุปเป็นภาษาธุรกิจที่จับต้องได้ ตัวชี้วัดที่ทำให้การพิจารณา สินเชื่อเงินกู้ หรือ สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ลื่นขึ้น มักอยู่ใน 3 แกนหลักนี้
-
จ่ายหนี้ไหว (DSCR ดี): ธุรกิจมีส่วนเผื่อ ไม่ตึงจนผิดนัดง่าย
-
เงินเข้าไว (DSO สั้น): ลดความเสี่ยงสภาพคล่องและลดการพึ่ง OD ค้างยาว
-
ใช้วงเงินหมุนเวียนถูกวิธี (Utilization เหมาะสม): วงเงินถูกใช้เป็นรอบ ไม่ค้างเต็มเพดาน
เมื่อ 3 แกนนี้ดีขึ้น “ชื่อธนาคาร” จะไม่ใช่คำตอบหลักอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ทำให้อนุมัติง่ายจริง คือธุรกิจทำให้ความเสี่ยงอ่านออกและจัดการได้
สุดท้าย หากคุณกำลังมอง สินเชื่อsme, สินเชื่อแบบมีหลักประกัน, หรืออยากให้การยื่น กู้sme ผ่านไวขึ้นแบบมีหลักการ แนะนำให้อ่านบทความหลักฉบับเต็ม เพราะมีรายละเอียดเชิงปฏิบัติทั้งวิธีปรับ DSCR/DSO/Utilization และตัวอย่างเคสที่ช่วยให้เห็นภาพการทำให้ “อนุมัติง่ายขึ้น” โดยไม่ต้องทำบัญชีปะปน |